Doctor's Search

หมวดหมู่: Health Knowledge TH

พฤษภาคม 2, 2019

ยามีทั้งคุณและโทษ ถ้าใช้อย่างถูกต้อง ก็จะรักษาโรคได้ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่รักษาโรคที่เป็นอยู่แล้ว กลับจะเกิดโทษมหันต์ได้
ประเด็นคำถามที่เภสัชกรพบบ่อยเวลาให้คำแนะนำในการใช้ยา

1. ทำไมต้องถามเรื่องแพ้ยาทุกครั้ง
เรื่องข้อมูลการแพ้ยาเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากการได้รับยาที่แพ้ซ้ำ และจะเกิดอันตรายรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิตได้ คนที่เคยแพ้ยาจะทราบดีว่า แพ้ยาครั้งแรกทรมานแค่ไหน และคนที่เคยได้รับยาที่แพ้ซ้ำจะยิ่งทราบดีเลยว่า ขออย่าให้แพ้ซ้ำอีกได้ไหม เพราะอาการจะรุนแรงมากขึ้น

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงต้องแพ้รอบ2 กับยาตัวเดิมที่เคยแพ้มาแล้ว เพราะหลายท่านไม่ทราบว่าเมื่อแพ้ยาแล้ว ควรจดจำชื่อยาที่ท่านเคยแพ้และให้ข้อมูลกับหมอ พยาบาล และเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับยาที่แพ้ซ้ำอีก ที่ผ่านมา คนที่เคยแพ้ยามาแล้ว เมื่อสอบถามข้อมูลไปจะแจ้งว่าไม่ทราบว่าแพ้ยาอะไร ยาที่แพ้เป็นลักษณะเม็ดอย่างนั้น อย่างนี้…ยามีเป็นหลายพันหลายหมื่นชนิด การบอกแค่เพียงรูปพรรณสัณฐาน ซึ่งแต่ละโรงพยาบาล ร้านขายยาหรือคลินิก แต่ตัวเดียวกัน ก็มีหลายชื่อการค้า เพราะผลิตจากหลายบริษัทยา หน้าตาก็ไม่เหมือนกันแน่นอน

ที่ผ่านมา อาจจะจำไม่ได้ แพ้มาหลายสิบปีแล้ว แพ้ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่บอกว่าแพ้ให้จำไว้ แต่ไม่บอกชื่อยา นับตั้งแต่นี้ไป ไม่ว่าจะรับยาที่ไหน ถ้าสงสัยว่าแพ้ยา หยุดยาแล้วกลับไปสอบถามชื่อยาจากที่ที่ท่านรับยามา แล้วให้แจ้งชื่อยาที่แพ้ทุกครั้งแจ้งครั้งแรกครั้งเดียวไม่ได้หรือ?

การแพ้ยาขึ้นกับแต่ละบุคคล บางคนมีความไวต่อการแพ้ยาสูงมาก ใช้อะไรก็แพ้ ครั้งแรกแจ้งข้อมูลไว้ตัวเดียว แต่ต่อมาอาจแพ้เพิ่มเติม การให้ข้อมูลการแพ้ยาทุกครั้ง จะได้อัพเดทข้อมูล เพื่อป้องกันการได้รับยาที่แพ้ซ้ำด้วย ยิ่งปัจจุบันวิวัฒนาการด้านการผลิตยามีสูงมาก โครงสร้างยามีลักษณะคล้ายกัน ยาคนละตัว แต่อาจแพ้กันได้

2. รับประทานยาไม่ตรงเวลา หรือลืมรับประทานก็ไม่ใช้เลย
จะพบบ่อยมาก แต่ไม่มีใครกล้าบอกหมอหรือเภสัชกรเลย ว่าลืมรับประทานยา ไม่ได้รับประทานยา แต่หมอและเภสัชกรทราบ เพราะผลการรักษาไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น คุยกันไปมาจึงจะกล้าบอก

การรับประทานยา ขอให้รับประทานตามเวลา ปกติทั่วไปยาก่อนอาหารควรรับประทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมง ยกเว้นบางตัวที่ระบุว่า หนึ่งชั่วโมง หรือตามเวลาที่ระบุ ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหาร 15 นาที หรือบางตัวระบุว่าหลังอาหารทันที แสดงว่ายาตัวนั้นระคายเคืองกระเพาะอาหาร จำเป็นต้องรับประทานหลังอาหารทันที หรือยาบางตัวระบุว่าต้องรับประทานหลังยาตัวอื่น 1 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานพร้อมอาหารประเภทต่างๆ เช่น นม ยาลดกรด แคลเซียม ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น ยาจะถูกอาหารหรือยาดังกล่าวจับไว้ ไม่ให้ออกฤทธิ์ การรักษาก็ไม่ได้ผล

ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ควรรับประทานยาให้ตรงเวลากันทุกวัน ไม่จำเป็นต้องหลังอาหาร เพราะปัจจุบันการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อไม่ตรงเวลากัน แต่ยารักษาโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดรับประทานหรือยาฉีดอินซูลินก็แล้วแต่ ควรต้องเคร่งครัดว่าใช้ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง หรือฉีดยาอินซูลินแล้วรับประทานอาหารทันที สำหรับยาอินซูลินบางชนิด ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น เพื่อป้องกันการเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากยาออกฤทธิ์แล้ว แต่ไม่ได้รับประทานอาหารตามเวลา

ถ้าลืมรับประทานยา ขอให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ไม่ควรเกินเวลาครึ่งหนึ่งของระยะห่างของเวลาในมื้อถัดไป

3. ปรับขนาดยาเองตามใจชอบ ด้วยความเชื่อที่ว่ารับประทานยามากไม่ดี เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็หยุดยาเอง เช่น บางคนความดันโลหิตสูง พอรับประทานยาแล้วความดันโลหิตลดลง ก็งดยาเองไม่ยอมรับประทานต่อตามแพทย์สั่ง ความดันโลหิตก็จะสูงขึ้นอีกหรือยาบางอย่าง เช่น ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ซึ่งต้องรับประทานให้หมดตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยบางคนพอรับประทานไปได้ระยะหนึ่ง อาการหายไปก็หยุดยาเอง ผลคือเกิดเชื้อดื้อยาขึ้น ครั้งต่อไปต้องใช้ยาที่แรงขึ้น เป็นต้น หรือในทางตรงข้ามเชื่อว่ารับประทานยามากแล้วหายเร็ว จึงเพิ่มขนาดยาเอง ผลคือความดันโลหิตอาจลดลงต่ำจนเกิดอันตรายได้

4.นำยาของคนอื่นมาใช้ หรือนำยาของเราไปให้คนอื่นใช้ เนื่องจากมีอาการเหมือนกัน ซึ่งยาบางชนิดอาจมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับ โรคไต หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือบางคนอาจจะแพ้ยาที่แตกต่างกัน การนำยาที่ไม่ใช่ของเรามาใช้ อาจทำให้เกิดอันตรายได้

Posted in Health Knowledge TH by admin
เมษายน 4, 2019

ไอพีดี (IPD )คืออะไร?

โรค Invasive Pneumococcal Disease หรือ โรคไอพีดี คือโรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง ที่อาศัยอยู่ในโพรงจมูก และคอของคนทั้งไป ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ซึ่งในผู้ใหญ่โดยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ แต่เป็นพาหะแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ มีเพียงอาการไอ จาม แต่ถ้าในเด็กอายุที่ต่ำกว่า 2 ขวบที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

โรค IPD ที่มีอาการรุนแรง ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด โรคปอดอักเสบ และเยื่อหุ้มในสมองอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่ทำให้เสียชีวิตได้ กรมอนามัยโลกพบว่า โรคปอดอักเสบเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

อาการของโรคไอพีดี

1.การติดเชื้อในระบบประสาท ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ซึม อาเจียน คอแข็ง เด็กทารกจะมีไข้สูง ซึม ร้องกวน กระหม่อมโป่งตึง และชัก ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีอาจเสียชีวิต การวินิจฉัยโรคต้องมีการตรวจเพาะเชื้อจากการเจาะกรวดน้ำไขสันหลัง

2.การติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีอาการไข้สูง ร้องกวน เชื้อสามารถกระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด อาจเกิดการช็อก และเสียชีวิตได้

3.การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอดอักเสบ เด็กมีไข้ ไอ หอบ ถ้ารุนแรงมากอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากภาวการณ์หายใจล้มเหลว

4.การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน คือ คออักเสบ หูน้ำหนวก (หรือหูชั้นกลางอักเสบ) และไซนัสอักเสบ ถ้ารักษาไม่ถูกต้องเชื้ออาจลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงและสมองได้

การรักษาโรคไอพีดี

สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ถ้าเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง เช่น คออักเสบ น้ำหนวก หรือไซนัสอักเสบ สามารถรับประทานยาได้ แต่ถ้าติดเชื้อรุนแรง ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล และให้ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด พร้อมทั้งรักษาตามอาการ เช่น การหายใจ ยากันชัก เป็นต้น

การรักษาอาการรุนแรง จำเป็นต้องรักษาให้ทันท่วงที เช่น การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง อาจทำให้เด็กชัก เกิดความพิการทางสมอง ปัญญาอ่อนได้ หรืออาจเกิดการดื้อยา ทำให้ยากต่อการรักษา ทำให้เกิดความพิการ และเสียชีวิตได้

เด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไอพีดี

1.เด็กที่มีสุขภาพดี อายุน้อยกว่า 2 ขวบ

2.เด็กที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด โรคตับเรื้อรัง

3.เด็กที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานไม่ดี

4.เด็กที่อยู่สถานเลี้ยงเด็กกลางวัน

5.เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

6.เด็กที่มีน้ำไขสันหลังรั่ว

การป้องกันโรคไอพีดี

1.สอนให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ และปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งเมื่อไอ หรือจาม

2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับคนที่ป่วย หรือเป็นไข้หวัด และให้ลูกกินนมแม่สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด

3.ควรฉีดวัคซีนป้องกัน IPD ตั้งแต่ยังเล็ก โดยปรึกษากุมารแพทย์ ประจำโรงพยาบาลฯ

เครดิต: ผู้จัดการออนไลน์, ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

 

 

Posted in Health Knowledge TH by admin
กุมภาพันธ์ 9, 2019

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและความผิดปกติในระบบต่างๆของร่ากาย

สาเหตุหลักของโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) 

คือการใช้งานกล้ามเนื้องและข้อต่อที่ผิดไปจากภาวะปกติ เกิดจากการทำงานในพื้นที่จำกัดและขาดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ได้แก่

  1. นั่งไขว่ห้าง
  2. นั่งหลังงอ หลังค่อม
  3. นั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น
  4. ยืนแอ่นพุง/ยืนหลังค่อม
  5. สะพานกระเป๋าหนักข้างเดียว

พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) 

ได้แก่ ความเครียด ทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำงานหนักเกินไป และไม่ออกกำลังกาย

อาการที่พบได้บ่อยในออฟฟิศซินโดรม

  1. กล้ามเนื่ออักเสบเรื้อรัง (Myofascia pain Syndrome)
  2. เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ/ยกแขนไม่ขึ้น (Tendinitis)
  3. อาการปวด/ชาร้าวลงแขน( Nerve tension/C-Spondylosis)
  4. ยืนแอ่นพุง/ยืนหลังค่อม

 

 

Posted in Health Knowledge TH by admin
มกราคม 15, 2019


มือ(Hand)อวัยวะที่สำคัญของร่างกายใช้ในการหยิบจับสิ่งของ ในหนึ่งวันเราแทบไม่ได้หยุดใช้งานมือเลย โดยมีเพียงตอนหลับเท่านั้นที่มือได้พักนานที่สุด โดยเฉพาะปัจจุบันมือกลายเป็นอวัยวะที่มีชั่วโมงการทำงานต่อเนื่องมากกว่าแต่ก่อน เนื่องจากเทคโนโลยีที่เข้ามาในชีวิตประจำวัน การใช้โทรศัพท์มือถือในการสื่อสาร หรือใช้แท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงรูปแบบต่างๆรวมไปถึงลักษณะการทำงานที่รูปแบบงานต้องผูกติดกับคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ปัจจับเหล่านี้อาจทำให้มือของคุณป่วยได้ไม่รู้ตัว และถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด หรือทำให้มือไม่สามารถใช้งานได้สมบรูณ์แบบเช่นเดิม

3 โรคมือที่พบบ่อย

1.นิ้วล็อก (Trigger’s finger) เป็นอาการของมือที่ไม่สามารถขยับนิ้วได้ เกิดจากการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็น และเส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ในการงอนิ้วมือที่บริเวณโคนนิ้วมือ อาการนิ้วล็อกเกิดจากการใช้งานนิ้วมือมากเกินไปทำให้เกิดการอักเสบของเยื้อหุ้มเอ็น จะพบบ่อยในอาชีพที่ใช้มือเยอะ เช่น แม่บ้าน ช่างเย็บเสื้อผ้า ช่างไม้ เป็นต้น และเกิดจากการใช้งานมืออย่างไม่ถูกต้อง เช่น การใช้งานของมือที่ต้องงอนิ้วมือ กำ บีบ หรือหิ้ว สิ่งของติดต่อกันเป็นเวลานาน

2.มือชาหรือพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เส้นประสาทถูกกดรัดที่บริเวณข้อมือ ทำให้เกิดอาการมือชาหรือเป็นเหน็บส่วนมากเกิดขึ้นกับ 3 นิ้ว คือ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง ถ้ามีอาการมากขึ้นจะมีอาการปวดชาร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขนได้   สาเหตุเกิดขึ้นหลายสาเหตุ เช่น การอักเสบของเส้นเอ็นจากการใช้งานมือมาก การหนาตัวของเนื้อเยื้อผังผืดที่ข้อมือจากการใช้งาน โดยเฉพาะงานที่มีการสั่นสะเทือนหรือมีการกระดกข้อมือซ้ำๆ ภาวะบวมน้ำจากโรคไต หรือจากการตั้งครรภ์ เป็นต้น

3.เอ็นข้อมืออักเสบ (De Quevain’s) เป็นอาการที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ใช้มือทำงานบ่อยๆซ้ำๆ และข้อมืออยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้อง เกิดการสีไปมาค่อนข้างบ่อยทำให้สะสมการบาดเจ็บของเส้นเอ็นตลอดเวลา เอ็นที่พบการอักเสบได้บ่อยคือนิ้วหัวแม่มือ จะมีอาการเจ็บเมื่อกระดกนิ้วโป้ง และเมื่อขยับนิ้วโป้งมาที่กลางฝ่ามือ

Posted in Health Knowledge TH by admin
ตุลาคม 12, 2018

1. เหตุใดจึงต้องรับวัคซีน
     โรคหัด โรคคางทูม และโรคเหือดเป็นโรคจากเชื้อไวรัสที่อาจส่งผลร้ายแรงตามมา ก่อนที่จะมีวัคซีน โรคเหล่านี้พบบ่อยมากในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในเด็ก โรคเหล่านี้ยังคงพบ
บ่อยในหลายส่วนของโลก

โรคหัด
-เชื้อไวรัสหัดก่อให้เกิดอาการที่อาจรวมถึงอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก และตาแดง มีน้ำตาไหล โดยส่วนใหญ่มักตามด้วยผื่นทั่วตัว
‚- โรคหัดอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในหู ท้องร่วง และการติดเชื้อในปอด (ปอดบวม) ในกรณีส่วนน้อย โรคหัดสามารถททำลายสมอง หรือทำให้เสียชีวิต
โรคคางทูม
– เชื้อไวรัสคางทูมทำให้เกิดอาการไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร และต่อมน้ำลายหลังใบหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างบวม กดแล้วเจ็บ
– โรคคางทูมอาจทำให้หูหนวก สมองและ/หรือบริเวณรอบไขสันหลังบวม (สมองอักเสบหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ) อัณฑะหรือรังไข่บวมเจ็บ และในกรณีส่วนน้อยมาก เสียชีวิต
โรคหัดเยอรมัน
– เชื้อไวรัสหัดเยอรมันทำให้เกิดอาการไข้ เจ็บคอ มีผื่น ปวดหัว และระคายเคืองตา
– โรคหัดเยอรมันสามารถก่อให้เกิดอาการปวดข้อซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นสตรี
และวัยรุ่น
-หากได้รับเชื้อเหือดขณะตั้งครรภ์ อาจแท้งหรือบุตรที่คลอดออกมาอาจมีความบกพร่อง
ร้ายแรงแต่กำเนิด

โรคเหล่านี้สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ง่าย โรคหัดไม่จำเป็นต้องสัมผัสตัว คุณอาจได้รับเชื้อได้จากการเข้าไปในห้องที่เคยมีคนที่เป็นโรคหัดอยู่ก่อนหน้า 2 ชั่วโมง
วัคซีนและการฉีดวัคซีนในอัตราสูงทำให้พบโรคเหล่านี้น้อยลงมากในสหรัฐอเมริกา

 

2. วัคซีน MMR (โรคหัด โรคคางทูม และ โรคหัดเยอรมัน)

โดยทั่วไป เด็กควรได้รับวัคซีน MMR 2 ครั้ง ได้แก่:
– ครั้งแรก: อายุ 12 ถึง 15 เดือน
– ครั้งที่สอง: อายุ 4 ถึง 6 ปี
เด็กทารกที่จะเดินทางออกนอกสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอายุระหว่าง 6 ถึง 11 เดือนควรได้รับวัคซีน MMR ก่อนเดินทาง การรับวัคซีนสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคหัดได้ชั่วคราว แต่จะไม่ทำให้มีภูมิคุ้มกันถาวร เด็กยังควรได้รับวัคซีน 2 ครั้งตามอายุที่แนะนำเพื่อการป้องกันที่ยาวนาน
ผู้ใหญ่ยังอาจต้องได้รับวัคซีน MMR ด้วยเช่นกัน ผู้ใหญ่จำนวนมากที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปอาจมีเชื้อโรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน โดยไม่รู้ตัว
อาจแนะนำให้ฉีดวัคซีน MMR ครั้งที่สามในกรณีที่เกิดการระบาดของโรคคางทูม
ไม่มีความเสี่ยงที่ทราบในการรับวัคซีน MMR พร้อมกับวัคซีนอื่นๆ

มีวัคซีนรวมที่เรียกว่า MMRV ซึ่งเป็นวัคซีนโรคอีสุกอีใสและ MMR MMRV เป็นทางเลือกสำหรับเด็กที่มีอายุ 12 เดือนถึง 12 ปี มีรายงานข้อมูลวัคซีน MMRV แยกต่าง
หาก ผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่คุณ

3. บางบุคคลที่ไม่ควรรับวัคซีน

แจ้งให้ผู้ให้บริการวัคซีนของคุณทราบ หากบุคคลที่รับวัคซีนนั้น:
‚- มีอาการแพ้ร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต บุคคลที่เคยมีอาการแพ้ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหลังจากได้รับวัคซีน MMR หนึ่งครั้ง หรือมีอาการแพ้ร้ายแรงต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของวัคซีนนี้ อาจได้รับคำแนะนำให้ไม่รับวัคซีนสอบถามผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณหากคุณต้องการข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประกอบของวัคซีน
-‚ ตั้งครรภ์ หรือคิดว่าตัวเองอาจตั้งครรภ์ สตรีมีครรภ์ควรรอรับวัคซีน MMR จนกว่าหลังจากที่ไม่ตั้งครรภ์อีก สตรีควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หลังจากรับวัคซีน MMR
-‚ มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เนื่องจากโรค (เช่น มะเร็ง หรือ เอชไอวี/เอดส์) หรือการรักษา (เช่น การฉายรังสี การรักษาด้วยการก่อภูมิคุ้มกัน สเตียรอยด์ หรือเคมีบำบัด)
-‚ มีบิดามารดา พี่น้องที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
-‚ เคยมีภาวะโรคที่ทำให้ฟกชำ้ หรือเลือดออกได้ง่าย
‚- เพิ่งทำการถ่ายเลือด หรือได้รับผลิตภัณฑ์เลือดอื่น ๆ คุณอาจได้รับคำแนะนำให้เลื่อนการให้วัคซีน MMR ออกไปเป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป
– เป็นวัณโรค
-‚ ได้รับวัคซีนอื่นในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา วัคซีนเชื้อเป็นที่ให้ใกล้กันเกินไปอาจไม่ได้ผลเช่นกัน
-‚ รู้สึกไม่สบาย อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น หวัด โดยทั่วไปจะไม่ใช่เหตุผลในการเลื่อนการให้วัคซีน ผู้ที่เจ็บป่วยระดับปานกลางหรือรุนแรงอาจควรรอ แพทย์ของคุณสามารถแนะนำคุณได้

4 ความเสี่ยงของอาการแพ้วัคซีน

ด้วยการรับยาใด ๆ รวมถึงวัคซีน จะมีโอกาสเกิดอาการแพ้ โดยปกติจะมีอาการเล็กน้อยแล้วหายไปเอง แต่อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงได้เช่นกัน
การรับวัคซีน MMR ปลอดภัยกว่าการเป็นโรคหัด โรคคางทูม หรือโรคหัดเยอรมัน คนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีน MMR ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้
หลังจากฉีดวัคซีน MMR บุคคลอาจมีอาการดังนี้

อาการเล็กน้อย:
‚- ปวดแขนเนื่องจากการฉีดยา
– ไข้
– เป็นผื่นแดงในบริเวณที่ฉีด
– ‚ ต่อมบวมในแก้มหรือลำคอ
หากมีอาการเหล่านี้ โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีน และจะมีโอกาสเกิดน้อยลงเมื่อได้รับวัคซีนครั้งที่สอง

อาการปานกลาง:
‚- ชัก (กระตุกหรือตาแข็ง) มักพบร่วมกับอาการไข้
‚- ข้อต่อเจ็บและแข็งชั่วคราว ส่วนใหญ่พบในสตรี หรือวัยรุ่น
‚- ปริมาณเกล็ดเลือดต่ำชั่วคราว ซึ่งอาจส่งผลให้มีอาการเลือดออกหรือฟกช้ำผิดปกติผื่นทั่วตัว

อาการรุนแรงเกิดขึ้นน้อยมาก:
‚- หูหนวก
‚- ชักระยะยาว หมดสติ หรือระดับการรู้สึกตัวต่ำ
‚- สมองถูกทำลาย

อาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากได้รับวัคซีนนี้ ได้แก่
‚- บางคนอาจเป็นลมหลังจากให้การรักษา รวมถึงการฉีดวัคซีน การนั่งหรือเอนหลังเป็นเวลาประมาณ 15 นาที อาจช่วยป้องกันการเป็นลมและการบาดเจ็บที่เกิดจากการหกล้ม แจ้งผู้ให้บริการของคุณทราบ หากคุณรู้สึกเวียนหัว หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป หรือมีเสียงในหู
-‚ บางคนอาจเจ็บไหล่ ซึ่งอาจร้ายแรงกว่าและยาวนานกว่าการเจ็บทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการฉีดยา อาการนี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย
-‚ การรักษาด้วยยาใด ๆ สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้ มีการประมาณการว่าอาการแพ้วัคซีนดังกล่าวเกิดขึ้น 1 ในล้านครั้ง และอาจเกิดขึ้นไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงหลังจากฉีดวัคซีน
เมื่อให้ร่วมกับยาใด ๆ มีโอกาสน้อยมากที่วัคซีนจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรงหรือเสียชีวิต

5. ควรทำอย่างไรหากเกิดปัญหาร้ายแรง

ฉันควรจะพิจารณาอะไร
‚- พิจารณาทุกเรื่องที่ทำให้คุณกังวล เช่น สัญญาณของอาการแพ้รุนแรง มีไข้สูงมาก หรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ
สัญญาณของอาการแพ้รุนแรงอาจได้แก่ ลมพิษ หน้าและคอบวม หายใจลำบาก หัวใจ เต้นเร็ว เวียนหัว และอ่อนเพลีย อาการเหล่านี้มักเริ่มมีตั้งแต่ได้รับวัคซีนไม่กี่นาทีจนถึงไม่กี่ชั่วโมง

Posted in Health Knowledge TH by admin | Tags:
ตุลาคม 11, 2018

ประโยชน์ของการกินเจ

1.กินเจช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนักเป็นเวลานาน

อาหารเจส่วนใหญ่จะเน้นพืชและผักเป็นหลัก ผสมกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนจากถั่วที่ย่อยได้ง่ายกว่าประเภทเนื้อสัตว์และไขมันมาก จึงทำให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนัก ๆ มาตลอดทั้งปี ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย

2.ล้างพิษให้กับร่างกายของเรา

ผัก ผลไม้ที่เรากินนอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังเป็นกากใยชั้นเลิศที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารของเราทำงานได้ดี เมื่อกินเข้าไปมาก ๆ ก็จะช่วยขับของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเราออกมา ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่เป็นปัญหาเรื้อรังสั่งสมมานานของใครหลายคนที่ชอบกินเนื้อ

3.ลดความเสี่ยงจากโรคร้าย

ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสมอง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ริดสีดวงทวาร โรคเกาต์ ฯลฯ ต้องชิดซ้าย ถ้าเรากินอาหารเจเป็นประจำ เพราะอาหารเจจำพวกผัก ผลไม้มีเส้นใยอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ต่างจากอาหารจำพวกเนื้อแดงและไขมันที่เต็มไปด้วยไขมันที่ไม่ดีและคอเลสเตอรอลตัวร้ายที่คุกคามสุขภาพของเรา

4.ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้น

ใครจะเชื่อว่าการกินเจก็ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้นได้ แต่นี่เป็นความจริงอย่างมิต้องคลางแคลงใจเลย เพราะวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระและสารพัดสารพฤกษเคมีในผัก ผลไม้ต่าง ๆ ยิ่งกินมากก็ยิ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง สดใส ไม่หย่อนคล้อยก่อนวัยอีกด้วย

5.ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย

เมื่อรับประทานอาหารเจเป็นประจำ จะทำให้เลือดได้รับการฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อย ๆ มีผลให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมสลายช้าลง เราจะรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย ๆ เหมือนเดิมอีกแล้วล่ะ

6.ลดน้ำหนักได้ ถ้าหากเลือกกินแต่ของดี มีประโยชน์

ถึงแม้ว่าอาหารเจจะเน้นกินผักและธัญพืช แต่ก็มีแป้งด้วย แล้วยิ่งเราเลือกหม่ำเมนูที่ใช้น้ำมันผัด ๆ ทอด ๆ หรือปรุงรสด้วยน้ำตาลมากเกินไป ก็ไม่ต้องคิดเลยว่าอาหารเจของเราจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่จะช่วยลดความอ้วนได้ยังไง ดังนั้นถ้าอยากจะเห็นน้ำหนักที่ลดลงเมื่อกินอาหารเจไปได้สักพัก ก็ต้องเลือกกินเจให้ผอมตามนี้

– เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ธัญพืชต่าง ๆ

– เลือกผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้น การกินผักใบจะทำให้เราได้พลังงานและปริมาณแป้งน้อยกว่าจึงไม่ทำให้อ้วน

– เลือกกินของนึ่ง ต้ม ตุ๋น ดีกว่าของทอดและผัด เพราะช่วยให้เลี่ยงการกินน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอยู่สูง

– กินหวานให้น้อยลง ไม่ใช่ว่าเมื่อคุณกินเจแล้วจะสามารถกินขนมหวานได้เต็มที่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารเจหรือไม่เจ ถ้ามีความหวานและผสมน้ำตาลอยู่มากก็อ้วนได้ไม่ต่างกัน

– ดื่มนมถั่วเหลืองไม่เกินวันละ 2-3 กล่อง

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการกินอาหาร

กันยายน 10, 2018

ปกป้องลูกน้อย ห่างไกลไวรัส RSV

โรคที่พบมากในเด็กเล็ก ช่วงหน้าฝน มีหลายโรค เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้าปาก โรคไข้เลือดออก โรคอีสุกอีใส และอีกหนึ่งโรคที่ผู้ปกครอบต้องระวังอย่างยิ่ง คือ การติดเชื้อไวรัส RSV

 

ไวรัส RSV คืออะไร (Respiratory Syncytial Virus)

ไวรัสที่พบมากและเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่อากาศชื้น โดยเฉพาะหน้าฝน สามารถติดต่อกันได้ง่าย เพียงแค่การสัมผัสสารคัดหลั่ง และทางลมหายใจ เด็กเล็กสามารถรับเชื้อไวรัสได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยเชื้อมีระยะฟักตัว ประมาณ 2-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อไวรัส

 

อาการ

ตัวลายเขียว จากการขาดออกซิเจน

หายใจลำบาก เหนื่อย

ไอมาก จนเหนื่อย

ไอคล้ายเสียงหมาเห่า มีอาการไข้สูง ขึ้นๆ ลงๆ จามบ่อยและมีน้ำมูกใสๆ ไหลอยู่ตลอดเวลา

ปีกจมูกบานเวลาหายใจ

หายใจตื้น เร็ว สั้น ดูเหนื่อย แน่นจมูกและหายใจมีเสียววี้ด

 

การรักษา

ไวรัส RSV ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษา เมื่อเด็กได้รับไวรัสนี้ จึงต้องติดตามอาการอยู่ตลอด ควรทานยาลดไข้ตามอาการโดยให้แพทย์ตรวจรักษา ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง และเช็ดตัวเพื่อลดไข้ นอนพักผ่อนเยอะๆ ให้ร่างกายฟื้นตัว ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์

 

การป้องกัน

ล้างมือทุกครั้ง ด้วยน้ำสบู่ ก่อนจับหรือดูแลเด็ก

หลีกเลี่ยงการสัมผัสเด็กที่สงสัยว่าเป็นไข้หวัด

ใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน หากมีการสัมพัส

หลีกเลี่ยงการจูบและหอมเด็ก เพราะอาจะเป็นการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

ดูแลบุตรหลายให้อยู่ห่างจากผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ

ไม่ควรอยู่ในที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเท

Posted in Health Knowledge TH by admin | Tags:
สิงหาคม 14, 2018

ตรวจสุขภาพหัวใจ สำคัญอย่างไร การตรวจพื้นฐาน

การตรวจร่างกาย เพื่อดูน้ำหนัก ส่วนสูง อ้วนหรือไม่ การจับชีพจร อัตราและความสม่ำเสมอของการเต้นของหัวใจ ความดัน โลหิต ฟังเสียงหัวใจว่ามีเสียงผิดปกติไหม เช่น เสียงสาม เสียงสี่ หรือ เสียงฟู่ นอกจากนั้นแล้วแพทย์จะตรวจร่างกาย ทุกระบบด้วย เพื่อดูว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือไม่ และ ดูโรคอื่นๆที่อาจพบร่วมด้วย

คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะบอกจังหวะการเต้นของหัวใจ บอกขนาดห้องหัวใจ(แต่ไม่ดีนัก) บอกโรคของเยื่อหุ้มหัวใจ บางชนิด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หลายคนคิดว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการ “เช็ค” หัวใจคล้ายเช็คเครื่อง แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่เช่นนั้น คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะผิดปกติก็ต่อเมื่อมีโรคหัวใจที่รุนแรง เช่น หัวใจขาดเลือดรุนแรง กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้น ผิดจังหวะ เป็นต้น ต้องเข้าใจว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ปกติ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เป็นโรคหัวใจ

เอกซเรย์ทรวงอก หรือเรียกง่ายๆว่าเอกซเรย์ปอด ซึ่งจะเห็นทั้งปอด หลอดเลือดแดงใหญ่ การกระจายของเลือดในปอด ภาวะน้ำท่วมปอด หรือ หัวใจล้มเหลว เงาของหัวใจซึ่งบอกขนาดหัวใจได้ดีพอควร

ตรวจเลือด การตรวจหาระดับสารต่างๆในเลือด ส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวใจโดยตรง แต่เป็นการดูเพื่อหาปัจจัยเสี่ยง ของโรคหัวใจ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค และ การใช้ยาต่างๆ (เพื่อลดปัญหาแทรกซ้อนจากยา)

การตรวจพิเศษ

Echocardiogram หรือ อัลตราซาวน์หัวใจ

ด้วยหลักการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งจะส่งผ่านผนังทรวงอกไปถึงหัวใจโดยหัวตรวจชนิดพิเศษ เมื่อคลื่นเสียงความถี่สูง ผ่านอวัยวะต่างๆจะเกิดสัญญาณสะท้อนกลับ ซึ่งแตกต่างกันระหว่างน้ำ เนื่อเยื่อ คอมพิวเตอร์จะนำเอาสัญญาณเหล่านี้มาสร้างภาพ ดังนั้น ภาพที่เห็นก็คือหัวใจของผู้ป่วย Echocardiogram จึงช่วยให้ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค พยากรณ์โรค ตรวจหาความรุนแรง ติดตามผลการรักษา ในโรคหัวใจและ หลอดเลือดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะไม่เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง และ อาจได้ภาพ ไม่ชัดเจนในผู้ป่วยที่อ้วนหรือผอมมาก หรือ มีถุงลมโป่งพอง เนื่องจากไขมันและอากาศขัดขวางคลื่นเสียงความถี่สูง

Exercise Stress Test การเดินสายพาน

หลักการ คือ ให้ผู้ป่วย(หรือผู้ที่ต้องการตรวจ)ออกกำลังกายโดยการเดินบนสายพานที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ (บางแห่งอาจให้ปั่นจักรยานแทน) เมื่อออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นด้วย หากมีหลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดจะไม่สามารถ เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ จะเกิดอาการแน่นหน้าอก และ มีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้เห็น การทดสอบนี้ยังช่วย บอกแพทย์ด้วยว่าผู้ป่วยเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติหรือไม่ และ ใช้ในการติดตามผู้ป่วยภายหลังได้รับการรักษา ไม่ว่าจะด้วยยา หรือ การขยายหลอดเลือด หรือ การผ่าตัด

โดยการให้ผู้รับการทดสอบเดินบนสายพาน ต่อขั้วและสายนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอก 10 สาย เข้ากับเครื่อง Computer ในขณะที่ เดินอยู่ เครื่อง Computer จะบันทึกและแสดงลักษณะของคลื่นนำไฟฟ้าภายในหัวใจพร้อมทั้งความดันโลหิต ตลอดเวลา ในขณะ ทดสอบจะมีการเพิ่มความเร็ว และ ความชัน ของเครื่องเป็นระยะๆตามโปรแกรมที่จะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ทดสอบ โดยเฉพาะเป็นรายๆไป เมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบ ผู้ทดสอบสามารถทราบผลการทดสอบจากแพทย์ ซึ่งจะเฝ้าสังเกตอาการอยู่ ด้วยตลอดการทดสอบได้ทันที

 

ข้อมูลจาก สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย

 

Posted in Health Knowledge TH by admin
กรกฎาคม 9, 2018

คุณคิดว่าการตรวจสุขภาพนั้นจำเป็นหรือไม่? บางคนคิดว่าการตรวจสุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ร่างกายก็ยังแข็งแรงดีไม่ได้เจ็บป่วยเสียหน่อยจะให้ไปตรวจสุขภาพทำไมกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องตรวจสุขภาพให้ยุ่งยากเลย คุณรู้หรือไม่ว่าความคิดแบบนี้ถือเป็นความคิดที่ผิดมหันต์เลยทีเดียว เนื่องจากโรคร้ายแรงหลายชนิดจะแสดงอาการหรือสร้างผล กระทบให้กับร่างกายอย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายหรือเกิดการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ซึ่งโรคที่อยู่ในระยะแพร่กระจายนั้นจัดเป็นระยะที่อันตรายร้ายแรงยากต่อการรักษา บางครั้งค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการรักษาก็สูงมากตามระยะของโรคอีกด้วย ในบางครั้งต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ส่งผลให้ต้องเสียชีวิตในที่สุด แต่ถ้าเราตรวจสุขภาพเป็นประจำเราอาจจะไม่ต้องเป็นโรคร้ายแรงหรือเราอาจจะตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นทำให้เราสามารถรักษาให้หายได้โดยที่เสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เรามีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพนั้นจึงมีความจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อชีวิตของเรา

การตรวจสุขภาพของการตรวจสุขภาพมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน ตามจุดประสงค์ของการตรวจ คือ

1.ตรวจหาความเสี่ยงในการเกิดโรค

ตรวจหาความเสี่ยงในการเกิดโรค คือ การตรวจดูสุขภาพร่างกายเพื่อดูว่าร่างกายมีความสมบูรณ์แข็งแรงปกติดีหรือไม่ และตรวจหาว่าเรามีความเสี่ยงในการเกิดโรคใดในอนาคตหรือไม่ด้วย ซึ่งการตรวจนี้จะทำการสำรวจและตรวจสอบถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราว่ามีพฤติกรรมใดบ้างสร้างความเสี่ยงในการเกิดโรคได้โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยคุณหมอจะทำการสอบถามประวัติครอบครัว ข้อมูลการทำงานและพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างละเอียด เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าเรามีอันตราเสี่ยงที่จะเป็นโรคอะไรได้บ้าง และจะทำการตรวจตามความเสี่ยงที่ประเมินได้จากข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งการตรวจแบบนี้เป็นการตรวจเชิงรุกเป็นการตรวจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคในอนาคต ถ้าคุณหมอตรวจพบว่าเรามีความเสี่ยงต่อโรคแล้ว คุณหมอจะกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นแนวทางมาให้เราปฏิบัติตามเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค

2.ตรวจเพื่อหาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว

การตรวจแบบนี้เป็นการตรวจหาโรคที่เกิดขึ้นแล้วในร่างกาย เพื่อตรวจสอบดูว่าในขณะร่างกายของเราได้เกิดโรคใดขึ้นบ้างแล้วและโรคที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในระยะใด เพื่อที่คุณหมอจะได้กำหนดขั้นตอนและแนวทางในการรักษาต่อไป การตรวจแบบนี้ถ้าเราตรวจเป็นประจำจะทำให้เราค้นเจอโรคที่เป็นอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งถือว่าเป็นระยะที่มีความอันตรายน้อยที่สุดและมีโอกาสที่จะรักษาให้หายได้ง่ายและใช้เวลาในการรักษาน้อยมาก

การตรวจสุขภาพทั้ง 2 แบบนั้นมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป การเลือกว่าจะตรวจแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการทราบเกี่ยวกับด้านใดมากที่สุด แต่ทางที่ดีที่สุดในการตรวจครั้งแรกควรจะตรวจทั้งสองแบบ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าตอนนี้เราป่วยเป็นโรคอยู่หรือไม่

ถ้ามีเราจะได้ทำการรักษาอย่างทันท่วงทีแต่ถ้าไม่มีโรคเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไรและในการตรวจครั้งต่อไปเราก็ทำการตรวจเพื่อหาความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวก็ได้ เราจะได้มีแนวทางในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยนั่นเอง

——————————————————————————————————————————

คลิ๊กที่นี้ เพื่อดูรายละเอียด โปรแกรมตรวจสุขภาพ  Happy New Year 2019  รายการตรวจสุขภาพ 19 รายการ

มีนาคม 2, 2018

การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน เป็นเรื่องที่หลายๆ คนมักจะมองข้ามกัน เพราะคิดว่ามันไม่สำคัญ แต่หารู้ไม่ว่าหากคุณคนใดคนหนึ่งมีเชื้อที่จะส่งถึงลูกได้ มันย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมายทีเดียว ปัจจุบันการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงต้องตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานด้วย ความจริงแล้ว การแต่งงานนั้นก็เป็นเรื่องของคนสองคนที่รักกันและต้องการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่คุณควรคำนึงถึงก็คือ ‘ลูก’ ที่พวกคุณจะมีในอนาคตนั่นเอง

เชื้อไวรัสเอดส์
การตรวจหาเชื้อไวรัสเอดส์เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด เพราะเชื้อไวรัสเอดส์จะสามารถติดต่อถึงลูกได้ง่ายและยังเสี่ยงต่อการแท้งในขณะตั้งครรภ์ได้สูงอีกด้วย ซึ่งหากตรวจพบเชื้อไวรัสเอดส์คุณก็จะไม่สามารถมีลูกด้วยกันได้เด็ดขาด เพราะเชื้อมีสิทธิ์ติดลูกได้ถึง 100% เลยล่ะ แต่หากต้องการมีลูกด้วยกันจริงๆ ก็จะต้องคุยกับคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองเป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ทารกที่เกิดมาติดเชื้อให้มากที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากคุณมีความต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์กันก็สามารถทำได้เพียงแต่ต้องใช้ถุงยางอนามัยนั่นเอง

ตรวจชนิดของเลือด
การตรวจชนิดของเลือดนั้นก็จะช่วยป้องกันการแท้งได้ โดยเลือดของคนเราควรเป็นชนิด Rh+ หากพบว่าเป็นชนิด Rh- จะทำให้มีโอกาสแท้งสูงมาก แต่หากตรวจพบตั้งแต่ก่อนแต่งงานก็จะมีวิธีป้องกันได้ โดยแพทย์อาจจะให้คำแนะนำและอาจจะให้ยามาทานค่ะ

ตรวจความเข้ากันของเลือด
การตรวจความเข้ากันของเลือดจะทำให้รู้ว่าคุณหรือคนรักของคุณเป็นโรคหรือมีเชื้อทาลัสซีเมียหรือไม่ ซึ่งโรคนี้หากติดถึงลูก จะทำให้ลูกผิดปกติได้ จึงต้องป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นเอง

ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน
ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันเป็นภูมิคุ้มกันที่ทุกคนควรมี เพราะหัดเยอรมันนั้นเป็นโรคที่มีความร้ายแรงมาก หากทารกติดเชื้อก็จะทำให้ถึงขั้นแท้งหรือพิการได้เลยทีเดียว ซึ่งวิธีแก้ไขนั้น ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะให้ฝ่ายหญิงฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันและคุมกำเนิดอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เต็มที่และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์นั่นเอง

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนแต่งงาน คุณควรพากันไปตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานให้เรียบร้อย เพื่อหาเชื้อที่อาจจะเป็นอันตรายต่อลูกได้ เพียงแค่นี้ชีวิตการแต่งงานของคุณก็จะราบรื่น มีความสุขและลูกน้อยที่จะเกิดมาก็มีสุขภาพที่แข็งแรงตามมาได้แล้วค่ะ

โปรแกรมตรวจสุขภาพคู่รัก ลด20% วันนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561