Doctor's Search

หมวดหมู่: Health Knowledge TH

ธันวาคม 4, 2019

ปวดประจำเดือน ( Dysmenorrhea )
เป็นอาการปวดที่สัมพันธ์กับการมีประจำเดือน แบ่งเป็น 2 ประเภท
1. การปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ ( Primary Dysmenorrhea)

– เป็นอาการปวดที่สัมพันธ์กับการมีประจำเดือน ปวดบริเวณท้องน้อย และอาจมีปวดร้าวไปบริเวณหลังและต้นขา อาจจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียนได้
– อาการปวดเริ่มก่อนมีประจำเดือน 1 วัน และช่วงที่มีประจำเดือน โดยจะปวดมากในวันแรกที่มีประจำเดือน และค่อยๆลดลงในวันถัดมา
– จำนวนวันที่ปวด และความรุนแรงของการปวดท้องมักจะเท่าๆกับตอนที่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก (ตอนวัยรุ่น)

2. การปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ ( Secondary Dysmenorrhea )

– เป็นอาการปวดที่สัมพันธ์กับการมีประจำเดือน
– แต่จำนวนวันที่ปวดมากขึ้น เช่น ปวดก่อนมีประจำเดือน 2-3 วัน , ปวดหลังจากมีประจำเดือนทุกวัน, ปวดหลังจากประจำเดือนหยุดแล้วอีกหลายวัน
– ความรุนแรงของการปวด , ความเจ็บปวดรุนแรงมากขึ้น , ต้องทานยาเพิ่มขึ้น
– มีอาการอื่นร่วมด้ย เช่น ปวดเวลาถ่ายอุจจาระตอนมีประจำเดือน, เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

โรคที่มีความสัมพันธ์กับการปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิได้แก่
1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ( Endometriosis)

– ปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ , ปวดรุนแรง หลายวัน
– ตรวจภายในพบพังผืด มีจุดกดเจ็บบริเวณด้านหลังมดลูก
– มดลูกคว่ำด้านหลัง
– มีบุตรยาก
– Ultrasound ทางช่องคลอดพบมดลูกคว่ำหลัง

 การรักษา

  1. ยาฮอร์โมน, ยาแก้ปวด
  2. ผ่าตัดเลาะพังผืด

2. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก

– ปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ , ปวดรุนแรงหลายวัน
– ประจำเดือนมามาก เลือดออกเยอะ และนาน
– ตรวจภายใน พบมดลูกโต , มดลูกคว่ำหลัง ,มีจุดกดเจ็บที่มดลูกและด้านหลังมดลูก
– Ultrasound พบมดลูกโต ผนังมดลูกหนา

3. Chocolate cyst หรือ Endometriotic cyst

– ปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ , ปวดรุนแรงหลายวัน , ปวดท้องน้อยด้านซ้าย หรือ ขวา
– ตรวจภายใน พบ มดลูกคว่ำหลัง หนังมดลูกหนา
– Ultrasound พบ มดลูกคว่ำหลัง ถุงน้ำมีรังไข่

 การรักษา

  1. ยาฮอร์โมน, ยาแก้ปวด
  2. ผ่าตัดเลาะถุงน้ำ

เรียบเรียงโดย พญ.ดาราวดี สัทธาพงศ์ ศูนย์สุุขภาพสตรี  โรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาร์ลอส

Posted in Health Knowledge TH by admin
พฤศจิกายน 8, 2019

การดูแลสุขภาพสตรีที่ตั้งครรภ์และทารก ดูแลตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงก่อนคลอด ทั้งสุขภาพกายและจิตใจ สตรีที่ตั้งครรภ์ควรรีบพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันที และควรเข้ารับการตรวจครรภ์ตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งปฎิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์โดยเคร่งครัด
ประโยชน์ของการฝากครรภ์

  1. คุณแม่และทารกในครรภ์ ได้รับการดูแลและให้คำแนะนำอย่างถูกวิธี ตลอดการตั้งครรภ์จนถึงคลอด
  2. เมื่อคุณแม่รู้สึก ไม่สบายใจ สามารถปรึกษาแพทย์ได้ตลอด
  3. เมื่อคุณแม่มีอาการ ไม่สบายกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง ปวดขา ขาบวม ท้องผูก เหนื่อย
  4. แพทย์สามารถดู ตรวจร่างกาย รักษาและให้คำแนะนำได้อย่างรวดเร็ว
  5. ได้รับการตรวจครรภ์เป็นระยะ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และถ้าพบความผิด
  6. ปกติของทารก เช่น น้ำหนักน้อย น้ำคร่ำน้อย รกเกาะต่ำ จะได้รับคำแนะนำและแนวทางการดูแลรักษาอย่างทันที
  7. ได้รับคำแนะนำ วิธีการคลอดอย่างเหมาะสม

การเตรียมตัวก่อนไปฝากครรภ์ครั้งแรก

  1. ข้อมูลการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย โดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย
  2. ประวัติการเจ็บป่วย การแพ้ยา โรคประจำตัว ประวัติความเสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรม
  3. ประวัติการตั้งครรภ์ การแท้งบุตร การคุมกำเนิด หรือการคลอดลูกท้องที่แล้ว ได้แก่ วิธีคลอด อายุครรภ์ น้ำหนักแรกคลอด ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์
  4. ประวัติการฉีดวัคซีนบาดทะยัก

Posted in Health Knowledge TH by admin
ตุลาคม 2, 2019

มะเร็งปากมดลูก ( Cervical Cancer)

-มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีไทย

-จากสถิติพบว่าหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก เณลี่ยปีละ 6,000 ราย

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

-99% ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ( Human Papilloma Virus) สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง

-โดยเฉพาะเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16,18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึง 70 %

อาการของมะเร็งปากมดลูก

-ระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการ

-ตกขาวเป็นเลือด

-ตกขาวปนเลือดมีกลิ่นเหม็น

-เลือดออกกระปิดกระปรอยไม่ตรงกับรอบเดือน

-เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธุ์

-เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาบวม ตัวบวม ปวดกระดูก เหนื่อย หอบ ในกรณีที่เป็นระยะลุกลาม

การวินิจฉัย

1.กรณีที่ยังไม่เห็นรอยโรค แต่ตรวจ Pep Smear  ผลปกติหรือ HPV พบชนิดเสี่ยงสูง จะส่องกล้องที่ปากมดลูกและตัคดชิ้นเนื้อไปตรวจ ( Colposcopy) และตัดชิ้นเนื้อชิ้นใหญ่ที่ปากมดลูก LEEP หรือ Conization

2.กรณีที่เห็นก้อนเนื้อที่ปากมดลูกหรือแผลที่ปากมดลูก ใช้วิธีตัดชิ้นเนื้อและส่งตรวจทางพยาธิ

3.เมื่อทราบผลชิ้นเนื้อแล้ว จะตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบระยะของโรค ได้แก่ ตรวจเลือด  , X-RAY  ปอด ,Ultrasound,CT-Scan , MRI ,PET Scan

 

การรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรคได้แก่

1.ตัดชิ้นเนื้อที่ปากมดลูก เป็นรูปกรวยด้วยมีด ( Conization) / ด้วยห่วงลวดไฟฟ้า( LEEP/ LLET2 )ในกรณีที่เป็นระยะเริ่มแรกและยังต้องการมีบุตร

2.ตัดมดลูก,ปากมดลูก กรณีที่เป็นระยะเริ่มแรกและมีบุตรพอแล้ว

3.ตัดมดลูก, ปากมดลูก, ช่องคลอดส่วนบน เลาะเนื้อเยื่อด้านข้าง และเลาะต่อมน้ำเหลองในอุ้งเชิงกราน

4.ฉายแสงและฝังแร่

5.ฉายแสง, ฝังแร่ ร่วมกับให้ยาเคมีบำบัด

6.เคมีบำบัด

***ข้อดีของมะเร็งปากมดลูก คือ เมื่อเราทราบสาเหตุของโรค ทำให้สามารถป้องกันและมีวิธีการตรวจคัดกรองที่ดี

วิธีการตรวจคัดกรอง ได้แก่ การตรวจมะเร็งปากมดลูก ทุก 1-2 ปี

  1. วิธีดั้งเดิม ( Conventional Pep Smear)ใช้ไม้ป้ายเซลล์ที่ปากมดลูก นำมาป้ายที่ Slide แล้วนำไปย้อม อาจจะมีมูกบดบังเซลล์บางส่วน
  2. วิธีใหม่ (Liguid based Cytology) ป้ายเก็บเซลล์ที่ปากมดลูก แล้วใส่ในขวดน้ำยาพิเศษ นำไปปั่นแยกเซลล์ ได้เซลล์มากกว่าและเห็นชัดเจนกว่า

วิธีป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การฉีด HPV Vaccine

  1. ชนิด 2 สายพันธุ์ ป้องกันเชื้อ HPV 16,18 ฉีด 3 เข็ม (0,3,6 เดือน)
  2. ชนิด 4 สายพันธุ์ ป้องกันเชื้อ HPV 16,18 ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก และ HPV 6,11 ซึ่งเป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ ฉีด 3 เข็ม (0,3,6 เดือน)

***หลังจากฉีดวัคซีนแล้วยังต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 1-2 ปี เป็นประจำ

Posted in Health Knowledge TH by admin
กันยายน 3, 2019

การฝากครรภ์คืออะไร
แพทย์จะทำการตรวจร่างกายคุณแม่ สักประวัติ เพื่อหาอาการผิดปกติของคุณแม่ ตรวจทารถในครรภ์ เช่น ฟังเสียงหัวใจ ตรวจขนาดมดลูกโตผิดปกติไหม บางช่วงอาจมีการอัลตร้าซาวด์เพื่อดูขนาดตัวทารกปกติหรือเปล่า

ทำไมต้องฝากครรภ์
การตั้งครรภ์นั้นสำคัญมาก เพราะมีอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่กับเรา เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องมาโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ตรวจเช็คร่างกาย ทั้งความดันโลหิต น้ำหนัก ดูการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และดูทารกเด็กในครรภ์ ว่าเจริญเติมโตได้ตามปกติหรือเปล่า
บางครั้งระหว่างการตั้งครรภ์ อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งหากเป็นโรคเบาหวาน จะต้องคุมอาหาร เจาะเลือดเพื่อเช็คระดับน้ำตาลบ่อยๆ ตรวจเช็คทารกในครรภ์ บางครั้งทารกอาจจะตัวเล็ก/ตัวโต กว่าปกติ อีกภาวะที่พบบ่อย คือ มีความดันโลหิตสูง ตัวบวม มีโปรตีนออกจากปัสสวะ เรียกว่า ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งหากมีภาวะนี้ จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะคุณแม่อาจมีโอกาสที่จะชักได้ หรือทารถมีตัวเล็ก หรือเกิดเลือดออกในร่างกายของคุณแม่ได้
เพราะฉะนั้น การฝากครรภ์จึงสำคัญมาก เพื่อให้ทั้งคุณแม่และทารกปลอดภัย

ขั้นตอนการฝากครรภ์
ปกติแพทย์จะสักประวัติ สอบถาม การเปลี่ยนแปลงของร่างกายคุณแม่ รวมไปถึงแนะนำเรื่องการทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน
ส่วนใหญ่ในการฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะสั่งตรวจเลือด/ปัสสวะ และอัลตร้าซาวด์เพื่อดูขนาดทารถ และหัวใจเต้นหรือยัง ซึ่งอายุครรภ์ที่จะสามารถเห็นตัวทารกและหัวใจได้ชัดทางหน้าท้อง คือ ประมาณ 8 สัปดาห์ โดยอายุครรถ์ยังไม่เยอะมาก แทพย์จะนัดตรวจทุก 4 สัปดาห์ หากเกิน 28 สัปดาห์ แพทย์จะนัดถี่ขึ้นคือทุก 2 สัปดาห์ และหลังจาก 37 สัปดาห์ แพทย์จะนัดทุกๆ สัปดาห์ ระหว่างการฝากครรภ์จะมีการตรวจเช็ค โรคเบาหวาน 1 ครึ่ง และมีการฉีดวัคซีนกันบาดทะยักให้คุณแม่ด้วย
นอกจากนี้การตรวจอัลตร้าซาวด์จะตรวจเป็นระยะ เช่น ครั้งแรกที่ฝากครรภ์ ครั้งที่ 2 หลัง 20 สัปดาห์ และตรวจตามข้อบ่อชี้ต่างๆ ช่วงใกล้คลอด แพทย์จะประเมิณร่างกายคุณแม่และทารก ว่าสามารถคลอดเองได้หรือเปล่า หรือต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอด

สิงหาคม 15, 2019

วิธีแปรงฟันที่มีประสิทธิภาพ
ใช้วิธีขยับ-ปัด (Modified Bass Technique) ในทุกบริเวณยกเว้นฟันหน้าบนด้านเพดาน และฟันหน้าล่างด้านลิ้น วิธีขยับ-ปัดคือการเอียงแปรงสีฟันเข้าหาเหงือกประมาณ 45 องศา ปลายของขนแปรงจะแทรกเข้าไปในร่องเหงือกได้เล็กน้อย ออกแรงถูแปรงไปมาสั้นๆ 8-10 ครั้ง แล้วปัดแปรงสีฟันเข้าหาตัวฟันไปด้านปลายฟัน ทำ เช่นนี้ 5 – 6 ครั้ง ส่วนบริเวณฟันหน้าบนด้านเพดาน และฟันหน้าล่างด้านลิ้นใช้วิธีกด-ดึง-ปัด (Roll Technique) โดยเปลี่ยนให้แนวของด้ามแปรงสีฟันขนานกับแนวของซี่ฟันซี่นั้น กดปลายขนแปรงส่วนสุดท้าย ให้แนบกับบริเวณคอฟันแล้วดึงแปรงลงมา โดยให้ขนแปรงสัมผัสกับผิวฟันตลอดสำ หรับฟันบนหรือดึงขึ้นบนสำ หรับฟันส่าง
สำหรับการแปรงฟันด้านบดเคี้ยว ให้วางขนแปรงตั้งฉากกับด้านคี้ยวของฟัน แล้วออกแรงถูไปมา 4 – 5 ครั้ง แปรงให้ทั่วในส่วนที่ใช้ในการบดเคี้ยวหลังจากแปรงฟันครบทุกซี่ทุกด้านของฟันแล้ว ให้ใช้แปรงสีฟันแปรงบริเวณลิ้นด้วย เนื่องจาก
บริเวณลิ้นจะมีคราบเศษอาหารสะสมอยู่ สังเกตได้จากเมื่อลิ้นเป็นฝ้าขาว ซึ่งหากมีการหมักหมมอยู่นานๆ อาจก่อให้เกิดกลิ่นปากดังนั้นจึงควรทำความสะอาดลิ้น โดนใช้แปรงสีฟันถูเบาๆ บนด้านลิ้น

การใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี
1.ดึงไหมขัดฟันความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วพันที่บริเวณปลายนิ้วกลางทั้ง 2 ข้าง โดยเหลือความยาวของไหมขัดฟันที่พันระหว่างนิ้วประมาณ 2-3 เซนติเมตร
2.สอดไหมขัดฟันเข้าที่ซอกฟันและเหงือก โดยใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ในการควบคุม จากนั้นทำการขัดหรือถูในทิศทางขึ้นลง หรือโค้งเป็นรูปตัว C ควรทำด้วยความระมัดระวังเพราะอาจทำให้เลือดออกได้หากใช้ไหมขัดฟันลึกลงไปในเหงือกมาเกินไป
3.ควรใช้ไหมขัดฟันให้ครบทุกซี่ อาจเริ่มจากฟันบนซี่ในสุด โดยเรียงจากซ้ายไปขวาจนครบทุกซี่ เพื่อง่ายต่อการจดจำ จากนั้นทำต่อที่ฟันล่าง รวมถึงซอกด้านหลังของฟันซี่สุดท้าย เมื่อขัดฟันครบทุกซี่แล้วควรบ้วนปากเพื่อขจัดคราบแบคทีเรียบนผิวฟันและเศษอาหารที่ยังคงหลงเหลืออยู่

Posted in Health Knowledge TH by admin
กรกฎาคม 5, 2019

1. เก็บยาอย่างไรให้ถูกวิธี เปิดยาใช้แล้วจะเก็บได้นานเท่าไหร่
ยาที่เก็บไว้ใช้ต่อต้องไม่เกินวันหมดอายุที่ระบุที่ภาชนะบรรจุ การเก็บรักษาต้องเก็บไว้
ที่อุณหภูมิและความชื้นไม่เกินที่แนะนำ ไม่ควรเก็บไว้ในรถซึ่งมีความร้อน หรือเข้าใจว่ายา
ทุกชนิดควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือในช่องแข็ง ทำให้ยาเสื่อมก่อนถึงวันหมดอายุ ประสิทธิภาพยาลดลง ยาหยอดตาหรือยาป้ายตา ปกติเปิดใช้แล้ว จะเก็บได้ไม่เกิน 1 เดือน แต่ถ้าเป็นยาที่ไม่ได้ใส่สารกันเสีย เปิดใช้แล้วจะเก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงหรือ 24 ชั่วโมง แล้วแต่ชนิดของยาแต่ละแบรนด์
ก่อนใช้ทุกครั้ง ให้สังเกตลักษณะภายนอก ถ้าเป็นยาเม็ด ลักษณะเม็ดยามีความกร่อน ชื้น หรือมีจุดเพิ่มเติมหรือไม่ ถ้าเป็นสารละลายใส สี กลิ่นเปลี่ยนไปหรือไม่ มีตะกอนหรือไม่ ถ้าเป็นสารละลายแขวนตะกอน เมื่อเขย่าแล้วสาระลายเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ ถ้ามีลักษณะผิดไปจากเดิม ไม่ควรใช้

2. การใช้ยาที่มีเทคนิคพิเศษในการใช้ เช่น ยาหยอดตา ยาหยอดหู ยาป้ายตา ยาพ่นคอ ยาพ่นจมูก ยาเหน็บช่องคลอด ยาเหน็บทวารหนัก เป็นต้น ถ้าไม่รู้วิธีหรือเทคนิคในการใช้ ใช้ไม่ถูกต้อง
การใช้ยาในการรักษาก็จะไม่ได้ผล

3. การไปรับการรักษาจากหลายสถานพยาบาล ควรแจ้งข้อมูลให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบว่าไปรักษาที่ไหนมาบ้าง ได้รับยาอะไรมาบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ในการทำการรักษาที่เหมาะสม ส่งผลต่อท่านที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสมด้วย ทำให้ไม่ได้รับยาซ้ำซ้อน บางครั้งอาจได้รับยาที่มีปฏิกิริยาต่อกัน อาจเสริมฤทธิ์กัน จทำให้เกิดพิษของยา หรือ
ทำให้ฤทธิ์ยาที่ใช้อยู่นั้นลดลงได้ จนทำให้การรักษานั้นไม่ได้ผล

4. การนำยาเดิมที่ใช้อยู่มาด้วย ทำให้แพทย์ทราบว่าท่านใช้ยาอะไรอยู่ ทำให้การรักษาเกิด
ความต่อเนื่อง หรืออาจจะหยุดใช้หรือเปลี่ยนแปลงการรักษา ถ้ายาที่ใช้อยู่ไม่เกิดประสิทธิผลในการรักษา ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดย เภสัชกรหญิงอรพิณ เดชกัลยา

Posted in Health Knowledge TH by admin
มิถุนายน 8, 2019

โรคลมแดด หรือ โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) เป็นโรคที่เกิดจากความร้อนที่ร่างกายสร้างขึ้นและได้รับจากภายนอกด้วย จึงส่งผลให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทำให้ระบบต่างๆภายในร่างกายเป็นอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ โรคนี้ถ้าหากได้รับการรักษาที่ถูกต้องมีโอกาสรอดชีวิตถึง 90 % แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เกินกว่า 2 ชั่วโมงก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการของโรคนี้ไว้ให้ดี

อาการของโรคฮีทสโตรก
– มีอาการหน้ามืด เมื่อยล้า อ่อนเพลียไม่มีแรง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน หอบหายใจเร็ว ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วมาก
– อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รูขุมขนจะปิดจนไม่สามารถระบายเหงื่อได้
– ตัวร้อนมาก ผิวแดงจัด วัดอุณหภูมิได้มากกว่า 40 องศาเซลเซียส
– มีอาการสับสน หงุดหงิด พูดจาไม่รู้เรื่อง อาจถึงขั้นชักกระตุก เกร็ง และหมดสติไป
สัญญาณของ ฮีทสโตรก
สัญญาณสำคัญ คือ ไม่มีเหงื่อออก รู้สึกกระหายน้ำมาก ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ ปวดศีรษะ มึนงง หัวใจเต้นเร็ว เมื่อเกิดอาการดังกล่าวควรหยุดพักทันที หากดูแลรักษาไม่ทันท่วงทีอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ผู้ที่มีความเสี่ยงจะเกิดโรคฮีทสโตรก
– ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งในที่อากาศร้อนจัดเป็นเวลานานๆ กรรมกร เกษตรกร นักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก
– ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่อดนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด
– ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด คนที่กินยาขับปัสสาวะ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
– นำผู้ป่วยเข้าที่ร่มในบริเวณที่อากาศเย็นหรืออากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
– ควรคลายเสื้อผ้าให้หลวม เพื่อให้ร่างกายระบายความร้อนได้เร็วขึ้น
– ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติ แล้วเช็ดตัว ซอกรักแร้ คอ ขาหนีบ และหน้าผาก โดยเช็ดย้อนรูขุมขนเพื่อระบายความร้อน
– ใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน หรือพัดแรงๆ เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด
– หากยังไม่ฟื้นให้รีบโทร 1669 เพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที

Posted in Health Knowledge TH by admin
พฤษภาคม 2, 2019

ยามีทั้งคุณและโทษ ถ้าใช้อย่างถูกต้อง ก็จะรักษาโรคได้ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่รักษาโรคที่เป็นอยู่แล้ว กลับจะเกิดโทษมหันต์ได้
ประเด็นคำถามที่เภสัชกรพบบ่อยเวลาให้คำแนะนำในการใช้ยา

1. ทำไมต้องถามเรื่องแพ้ยาทุกครั้ง
เรื่องข้อมูลการแพ้ยาเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากการได้รับยาที่แพ้ซ้ำ และจะเกิดอันตรายรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิตได้ คนที่เคยแพ้ยาจะทราบดีว่า แพ้ยาครั้งแรกทรมานแค่ไหน และคนที่เคยได้รับยาที่แพ้ซ้ำจะยิ่งทราบดีเลยว่า ขออย่าให้แพ้ซ้ำอีกได้ไหม เพราะอาการจะรุนแรงมากขึ้น

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงต้องแพ้รอบ2 กับยาตัวเดิมที่เคยแพ้มาแล้ว เพราะหลายท่านไม่ทราบว่าเมื่อแพ้ยาแล้ว ควรจดจำชื่อยาที่ท่านเคยแพ้และให้ข้อมูลกับหมอ พยาบาล และเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับยาที่แพ้ซ้ำอีก ที่ผ่านมา คนที่เคยแพ้ยามาแล้ว เมื่อสอบถามข้อมูลไปจะแจ้งว่าไม่ทราบว่าแพ้ยาอะไร ยาที่แพ้เป็นลักษณะเม็ดอย่างนั้น อย่างนี้…ยามีเป็นหลายพันหลายหมื่นชนิด การบอกแค่เพียงรูปพรรณสัณฐาน ซึ่งแต่ละโรงพยาบาล ร้านขายยาหรือคลินิก แต่ตัวเดียวกัน ก็มีหลายชื่อการค้า เพราะผลิตจากหลายบริษัทยา หน้าตาก็ไม่เหมือนกันแน่นอน

ที่ผ่านมา อาจจะจำไม่ได้ แพ้มาหลายสิบปีแล้ว แพ้ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่บอกว่าแพ้ให้จำไว้ แต่ไม่บอกชื่อยา นับตั้งแต่นี้ไป ไม่ว่าจะรับยาที่ไหน ถ้าสงสัยว่าแพ้ยา หยุดยาแล้วกลับไปสอบถามชื่อยาจากที่ที่ท่านรับยามา แล้วให้แจ้งชื่อยาที่แพ้ทุกครั้งแจ้งครั้งแรกครั้งเดียวไม่ได้หรือ?

การแพ้ยาขึ้นกับแต่ละบุคคล บางคนมีความไวต่อการแพ้ยาสูงมาก ใช้อะไรก็แพ้ ครั้งแรกแจ้งข้อมูลไว้ตัวเดียว แต่ต่อมาอาจแพ้เพิ่มเติม การให้ข้อมูลการแพ้ยาทุกครั้ง จะได้อัพเดทข้อมูล เพื่อป้องกันการได้รับยาที่แพ้ซ้ำด้วย ยิ่งปัจจุบันวิวัฒนาการด้านการผลิตยามีสูงมาก โครงสร้างยามีลักษณะคล้ายกัน ยาคนละตัว แต่อาจแพ้กันได้

2. รับประทานยาไม่ตรงเวลา หรือลืมรับประทานก็ไม่ใช้เลย
จะพบบ่อยมาก แต่ไม่มีใครกล้าบอกหมอหรือเภสัชกรเลย ว่าลืมรับประทานยา ไม่ได้รับประทานยา แต่หมอและเภสัชกรทราบ เพราะผลการรักษาไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น คุยกันไปมาจึงจะกล้าบอก

การรับประทานยา ขอให้รับประทานตามเวลา ปกติทั่วไปยาก่อนอาหารควรรับประทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมง ยกเว้นบางตัวที่ระบุว่า หนึ่งชั่วโมง หรือตามเวลาที่ระบุ ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหาร 15 นาที หรือบางตัวระบุว่าหลังอาหารทันที แสดงว่ายาตัวนั้นระคายเคืองกระเพาะอาหาร จำเป็นต้องรับประทานหลังอาหารทันที หรือยาบางตัวระบุว่าต้องรับประทานหลังยาตัวอื่น 1 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานพร้อมอาหารประเภทต่างๆ เช่น นม ยาลดกรด แคลเซียม ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้น ยาจะถูกอาหารหรือยาดังกล่าวจับไว้ ไม่ให้ออกฤทธิ์ การรักษาก็ไม่ได้ผล

ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ควรรับประทานยาให้ตรงเวลากันทุกวัน ไม่จำเป็นต้องหลังอาหาร เพราะปัจจุบันการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อไม่ตรงเวลากัน แต่ยารักษาโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดรับประทานหรือยาฉีดอินซูลินก็แล้วแต่ ควรต้องเคร่งครัดว่าใช้ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง หรือฉีดยาอินซูลินแล้วรับประทานอาหารทันที สำหรับยาอินซูลินบางชนิด ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น เพื่อป้องกันการเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากยาออกฤทธิ์แล้ว แต่ไม่ได้รับประทานอาหารตามเวลา

ถ้าลืมรับประทานยา ขอให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ไม่ควรเกินเวลาครึ่งหนึ่งของระยะห่างของเวลาในมื้อถัดไป

3. ปรับขนาดยาเองตามใจชอบ ด้วยความเชื่อที่ว่ารับประทานยามากไม่ดี เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็หยุดยาเอง เช่น บางคนความดันโลหิตสูง พอรับประทานยาแล้วความดันโลหิตลดลง ก็งดยาเองไม่ยอมรับประทานต่อตามแพทย์สั่ง ความดันโลหิตก็จะสูงขึ้นอีกหรือยาบางอย่าง เช่น ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ซึ่งต้องรับประทานให้หมดตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยบางคนพอรับประทานไปได้ระยะหนึ่ง อาการหายไปก็หยุดยาเอง ผลคือเกิดเชื้อดื้อยาขึ้น ครั้งต่อไปต้องใช้ยาที่แรงขึ้น เป็นต้น หรือในทางตรงข้ามเชื่อว่ารับประทานยามากแล้วหายเร็ว จึงเพิ่มขนาดยาเอง ผลคือความดันโลหิตอาจลดลงต่ำจนเกิดอันตรายได้

4.นำยาของคนอื่นมาใช้ หรือนำยาของเราไปให้คนอื่นใช้ เนื่องจากมีอาการเหมือนกัน ซึ่งยาบางชนิดอาจมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับ โรคไต หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือบางคนอาจจะแพ้ยาที่แตกต่างกัน การนำยาที่ไม่ใช่ของเรามาใช้ อาจทำให้เกิดอันตรายได้

Posted in Health Knowledge TH by admin
เมษายน 4, 2019

ไอพีดี (IPD )คืออะไร?

โรค Invasive Pneumococcal Disease หรือ โรคไอพีดี คือโรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง ที่อาศัยอยู่ในโพรงจมูก และคอของคนทั้งไป ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ซึ่งในผู้ใหญ่โดยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ แต่เป็นพาหะแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ มีเพียงอาการไอ จาม แต่ถ้าในเด็กอายุที่ต่ำกว่า 2 ขวบที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

โรค IPD ที่มีอาการรุนแรง ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด โรคปอดอักเสบ และเยื่อหุ้มในสมองอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่ทำให้เสียชีวิตได้ กรมอนามัยโลกพบว่า โรคปอดอักเสบเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

อาการของโรคไอพีดี

1.การติดเชื้อในระบบประสาท ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ซึม อาเจียน คอแข็ง เด็กทารกจะมีไข้สูง ซึม ร้องกวน กระหม่อมโป่งตึง และชัก ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีอาจเสียชีวิต การวินิจฉัยโรคต้องมีการตรวจเพาะเชื้อจากการเจาะกรวดน้ำไขสันหลัง

2.การติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีอาการไข้สูง ร้องกวน เชื้อสามารถกระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด อาจเกิดการช็อก และเสียชีวิตได้

3.การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอดอักเสบ เด็กมีไข้ ไอ หอบ ถ้ารุนแรงมากอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากภาวการณ์หายใจล้มเหลว

4.การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน คือ คออักเสบ หูน้ำหนวก (หรือหูชั้นกลางอักเสบ) และไซนัสอักเสบ ถ้ารักษาไม่ถูกต้องเชื้ออาจลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงและสมองได้

การรักษาโรคไอพีดี

สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ถ้าเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง เช่น คออักเสบ น้ำหนวก หรือไซนัสอักเสบ สามารถรับประทานยาได้ แต่ถ้าติดเชื้อรุนแรง ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล และให้ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด พร้อมทั้งรักษาตามอาการ เช่น การหายใจ ยากันชัก เป็นต้น

การรักษาอาการรุนแรง จำเป็นต้องรักษาให้ทันท่วงที เช่น การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง อาจทำให้เด็กชัก เกิดความพิการทางสมอง ปัญญาอ่อนได้ หรืออาจเกิดการดื้อยา ทำให้ยากต่อการรักษา ทำให้เกิดความพิการ และเสียชีวิตได้

เด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไอพีดี

1.เด็กที่มีสุขภาพดี อายุน้อยกว่า 2 ขวบ

2.เด็กที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด โรคตับเรื้อรัง

3.เด็กที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานไม่ดี

4.เด็กที่อยู่สถานเลี้ยงเด็กกลางวัน

5.เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

6.เด็กที่มีน้ำไขสันหลังรั่ว

การป้องกันโรคไอพีดี

1.สอนให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ และปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งเมื่อไอ หรือจาม

2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับคนที่ป่วย หรือเป็นไข้หวัด และให้ลูกกินนมแม่สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด

3.ควรฉีดวัคซีนป้องกัน IPD ตั้งแต่ยังเล็ก โดยปรึกษากุมารแพทย์ ประจำโรงพยาบาลฯ

เครดิต: ผู้จัดการออนไลน์, ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

 

 

Posted in Health Knowledge TH by admin
กุมภาพันธ์ 9, 2019

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและความผิดปกติในระบบต่างๆของร่ากาย

สาเหตุหลักของโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) 

คือการใช้งานกล้ามเนื้องและข้อต่อที่ผิดไปจากภาวะปกติ เกิดจากการทำงานในพื้นที่จำกัดและขาดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ได้แก่

  1. นั่งไขว่ห้าง
  2. นั่งหลังงอ หลังค่อม
  3. นั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น
  4. ยืนแอ่นพุง/ยืนหลังค่อม
  5. สะพานกระเป๋าหนักข้างเดียว

พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) 

ได้แก่ ความเครียด ทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำงานหนักเกินไป และไม่ออกกำลังกาย

อาการที่พบได้บ่อยในออฟฟิศซินโดรม

  1. กล้ามเนื่ออักเสบเรื้อรัง (Myofascia pain Syndrome)
  2. เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ/ยกแขนไม่ขึ้น (Tendinitis)
  3. อาการปวด/ชาร้าวลงแขน( Nerve tension/C-Spondylosis)
  4. ยืนแอ่นพุง/ยืนหลังค่อม

 

 

Posted in Health Knowledge TH by admin