Doctor's Search

หมวดหมู่: Health Knowledge TH

พฤศจิกายน 3, 2021

โรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ําท่วม

โรดระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม
โรคตาแดง
โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคอุจจาระร่วง
โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ
ภัยสุขภาพจากแมลง สัตว์ กัด ต่อย หรือ อุบัติเหตุจากการจมน้ำ ไฟดูด ไฟช็อต
โรคน้ำกัดเท้า

ข้อมูล : กรมควบคุมโรค

Posted in Health Knowledge TH by admin
กันยายน 15, 2021

ข้อควร ปฏิบัติหลังกลับถึงบ้าน ช่วยลดเสี่ยงโควิด-19
1. ถอดและทิ้ง หน้ากากอนามัย (ควรแยกออกจากขยะประเภทอื่น)
หน้ากากผ้าควรรีบซัก และตากในทันที
2. ล้างมือถูกสบู่ ให้สะอาด นาน 20 วินาที
3. แยกตะกร้าเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรค จากเสื้อผ้าอื่นๆ
4. อาบน้ำ สระผมและสวมใส่เสื้อผ้า ที่สะอาด
5. กินร้อน ช้อนตัวเอง
6. หมั่นทํา ความสะอาด ของใช้ส่วนตัว
ขอขอบคุณ กระทรวงสาธารณสุข

Posted in Health Knowledge TH by admin
สิงหาคม 15, 2021

จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเอง เจลล้างมือหรือสเปรย์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้อย่าง
แพร่หลาย กรมอนามัยจึงแนะนำการเลือกใช้และวิธีการการใช้แอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบนผิวหนัง และมีข้อควรระวัง ดังนี้
ข้อแนะนำในการเลือกใช้และเก็บรักษา
1. สำหรับประเทศไทย กำหนดให้แอลกอฮอล์ที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโควิด 19 ต้องมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างน้อยร้อยละ 70 โดยปริมาตร
2. เลือกใช้เจลแอลกอฮอล์หรือสเปรย์แอลกอฮอล์ที่มีฉลากติดไว้ชัดเจน ไม่หมดอายุ เมื่อเปิดใช้มีกลิ่นเฉพาะของแอลกอฮอล์
3. ควรบีบเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ลงในฝ่ามือ แล้วลูบให้ทั่วฝ่ามือหลังมือและนิ้วมือ ทิ้งไว้ 20-30 วินาที จนแอลกอฮอล์ระเหยแห้ง
4. เก็บรักษาเจลแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ ไว้ในอุณหภูมิปกติ โดยปิดฝาภาชนะให้สนิท เพื่อป้องกัน แอลกอฮอล์ระเหย

ข้อควรระวัง
1. ไม่ควรสเปรย์แอลกอฮอล์บริเวณที่มีเปลวไฟ เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถติดไฟได้
2. ไม่ควรแบ่งแอลกอฮอล์สำหรับการฆ่าเชื้อ ใส่ในขวดน้ำ เพราะอาจมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นน้ำดื่มได้
3. ไม่ควรเก็บแอลกอฮอล์ไว้ในรถที่จอดตากแดด เพราะในรถอุณหภูมิสูงจะทำให้แอลกอฮอล์ระเหยและประสิทธิภาพลดลงจนไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้
4. ไม่ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์ในที่แคบ
5. ไม่ควรใช้เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์บริเวณผิวบอบบาง เช่น ใบหน้า รอบดวงตา บริเวณที่ ผิวอักเสบหรือมีบาดแผล เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคือง และ แสบร้อนบริเวณดังกล่าวได้

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากกรมอนามัย

Posted in Health Knowledge TH by admin
กรกฎาคม 21, 2021

พักรอดูสังเกตอาการที่โรงพยาบาลหรือจุดที่ฉีดวัคซีน 30 นาทีอย่างเคร่งครัด อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน ที่อาจเกิดขึ้น เช่น

  1. อาการไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายใน 3 วัน เป็นอาการทั่วๆ เช่นมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ หรือปวด บวม แดง คันหรือซ้ำบริเวณที่ฉีดยา อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบายตัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือมีอาการชาเฉพาะที่
  2. อาการรุนแรง พบได้ไม่บ่อยหรือพบได้น้อยเช่น มีก้อนบริเวณที่ฉีดยา เวียนศีรษะ มึนงง ใจสั่น  ปวดท้อง อาเจียน ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชักหมดสติ อาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล
  3. อาการแพ้วัคซีน เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง ความดันตก หลอดลมตีบ หายใจลำบาก มีผื่นขึ้นตามตัว หากพบว่ามีอาการรุนแรง หลังการฉีดวัคซีนควรรีบพบแพทย์ทันที

พยายามอย่าเกร็งแขนข้างที่ฉีดวัคซีน หรือใช้แขนยกของหนักๆ อย่างน้อย 2 วัน

ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมาก ให้รับประทานยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด และรับประทานซ้ำได้โดยห่างกัน 6 ชั่วโมง (ห้ามรับประทานยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด)

เมื่อกลับบ้านแล้วยังต้องสังเกตอาการของตัวท่านเองต่ออีก 48-72 ชั่วโมง หากพบอาการผิดปกติที่รุนแรง เช่น ชาครึ่งซีก แขนขาอ่อนแรงปากเบี้ยว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

Posted in Health Knowledge TH by admin
มิถุนายน 12, 2021


ตรวจสอบร่างกาย
– ไม่อดนอน หลับให้เพียงพอ
– เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชา-กาแฟ
– ต้องไม่มีอาการไข้ หรืออาการเจ็บป่วย
– สองวันก่อนฉีด และหลัง งดออกกำลังกายหนัก

แจ้งแพทย์ก่อนฉีด
– โรคประจำตัว
– ประวัติการแพ้ยา หรือวัคซีน
– การตั้งครรภ์
– ข้อมูลอื่นๆ ที่แพทย์ควรทราบ

สิ่งสำคัญ (เพิ่มเติม)
– ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมบัตรประชาชน
– วันเวลานัดการฉีด
– รักษามาตรการป้องกันพื้นฐานอย่างเคร่งครัด คือ สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง พกเจลแอลกอฮอล์
– วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย
500-1,000 ซีซี
– ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวัน อย่าใช้แขนข้างนั้น อย่าเกร็งแขนตอนยกของหนัก
– หลังฉีดแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที

– ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมาก สามารถกิน ยาพาราเซตามอลขนาด 500 มก. ครั้งละหนึ่งเม็ด กินซ้ำได้ถ้าจำเป็น แต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง
– ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia,Celebres เด็ดขาด

ที่มา กรมอนามัย

Posted in Health Knowledge TH by admin
มีนาคม 4, 2021

ตรวจหาเชื้อ COVID-19 Real-time PCR
การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส COVID-19 ที่ทางองค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ วิธี Real-time PCR เนื่องจากมีความไวและความจำเพาะสูง ทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง* และสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสในปริมาณน้อยๆได้ ในรูปแบบของสารพันธุกรรม ไม่ว่าจะเชื้อเป็น หรือเชื้อตาย โดยเก็บจากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่วนบนของผู้สงสัยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อการรักษาที่รวดเร็ว ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค

 

ข้อดีของการตรวจหาเชื้อ COVID-19 แบบ Real-time PCR
1.ตรวจหาเชื่้อ Covid-19 ได้แม่นยำ
2.เป็นการตรวจหาเชื้อ COVID-19 โดยตรง
3.สามารถตรวจจับเชื้อไวรัสในปริมาณน้อยๆ

* ระยะเวลารอผลตรวจหาเชื้อ COVID-19 ขึ้นอยู่กับปริมาณการตรวจของผู้ใช้บริการในแต่ละวัน

ราคาแพ็กเกจตรวจหาเชื้อ COVID-19 แบบ RT-PCR

Posted in Health Knowledge TH by admin
โรคมือเท้าปาก โรคระบาดในเด็กที่ต้องระวัง
กุมภาพันธ์ 3, 2021


โรคมือเท้าปากคืออะไร
โรคมือเท้าปาก เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มักมีการระบาดช่วงฤดูฝน สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเตอโรไวรัส มีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง กรณีที่มีสมองอักเสบร่วมด้วย มักเกิดจากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 หรือ อีวี 71 มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้

โรคมือเท้าปากติดต่อได้อย่างไร
เชื้อ ไวรัสแพร่ผ่านทางระบบทางเดินอาหารและการหายใจ สามารถติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วย สามารถติดต่อโดยอ้อมจากการสัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ โรคมือเท้าปากมักระบาดในโรงเรียน ชั้นอนุบาลเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก โรคมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ จึงสามารถติดต่อกันได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการ

อาการของโรคมือเท้าปากเป็นอย่างไร
เด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก มีอาการไข้ เจ็บปาก น้ำลายไหล กินอาหารได้น้อย เนื่องจากมีแผลที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก มีผื่นเป็นจุดแดงหรือตุ่มน้ำใสที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้นและอวัยวะเพศ อาจมีผื่นตามลำตัว แขนและขาได้ มักมีอาการประมาณ 2-3 วันและดีขึ้นจนหายใน 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง บางรายอาจมีภาวะขาดน้ำจากกินอาหารและน้ำน้อยลง
โรคมือเท้าปากโดยทั่วไปไม่น่ากลัว สามารถหายป่วยได้เอง ส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง มักเกิดจากเชื้ออีวี 71 มีอาการสมองอักเสบร่วมกับระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เด็กที่มีอาการรุนแรงมักมีไข้สูง ซึม อ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ และชัก หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาพบแพทย์โดยด่วน

โรคมือเท้าปากรักษาได้อย่างไร
โรคมือเท้าปากยังไม่มียารักษาจำเพาะ หลักการรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ยาชาเฉพาะที่สำหรับแผลในปาก ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ เด็กที่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่าง ใกล้ชิด

โรคมือ-เท้า-ปาก ป้องกันได้อย่างไร
ยัง ไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ การป้องกันที่สำคัญคือ แยกผู้ป่วยที่เป็นโรคไม่ให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือ เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังเด็กคนอื่น หมั่นทำความสะอาดของเล่นและสภาพแวดล้อมทุกวัน การทำความสะอาดโดยใช้สบู่ ผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปสามารถกำจัดเชื้อได้ ควรระมัดระวังความสะอาดของน้ำ อาหารและสิ่งของที่เด็กอาจเอาเข้าปาก โรงเรียนไม่ควรรับเด็กป่วยเข้าเรียนจนกว่าจะหายดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานที่ป่วยไปพบแพทย์ ให้การรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ แจ้งโรงเรียนและเด็กควรหยุดเรียนจนกว่าจะหาย ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน โรคนี้หายได้เอง แต่ควรเฝ้าระวังอาการซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้น

Posted in Health Knowledge TH by admin
ไวรัสโรต้าสำหรับลูกน้อย โดย พญ.ณัฐธิดา แสงปราสาท
มกราคม 12, 2021

โรต้า ไวรัส คืออะไร
เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดการอักเสบที่กะเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งจะทำให้ท้องร่วงอย่างรุ่นแรง สามารถพบได้ในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

อาการของโรคโรต้า ไวรัส
1.ถ่ายเหลว เป็นน้ำ หลายรอบ
2.มีไข้สูงเกิน 38.5 – 40 องศา
3.คลื่นไส้ อาเจียน

การติดเชื้อ
ติดเชื้อได้จากการสัมผัสอุจจาระจากผู้ป่วย หรือสัมผัสสิ่งของที่มีการปนเปื้อน

การรักษา
ปัจจุบันไม่มียารักษาโรคนี้โดยเฉพาะ แต่จะเป็นการรักษาตามอาการ และการรักษาแบบประคับประคอง เช่น ให้ดื่มเกลือแร่ (ORS) เนื่องจากขาดน้ำจาการถ่ายเหลวหลายครั้ง
หากมีอาการรุ่นแรง เช่น ชีพจรเต้นเร็ว หรือปัสสาวะออกน้อย ควรได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

การป้องกันโรค
1.ดูแล รักษาความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ (ด้วยน้ำและสบู่) โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร
2.วัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า โดยควรหยอดให้ครบก่อนอายุ 6 เดือน

Posted in Health Knowledge TH by admin
ความแตกต่างระหว่างยาลดกรด และ ยาธาตุน้ำขาว
ธันวาคม 7, 2020


หลายๆท่านอาจจะเคยประสบกับปัญหาด้านท้องไส้ไม่ว่าจะเป็นท้องเสีย หรือรู้สึกมวนท้องไม่สบายท้อง ก็จะต้องหาตัวช่วยคลายอาการปวดเหล่านั้นเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นยาธาตุน้ำขาว หรือ ยาลดกรดก็ตาม แม้สองตัวยานี้จะมีหน้าตาคล้ายคลึงกันแต่แท้จริงแล้วใช้รักษาคนละสรรพคุณ ซึ่งในรายการ facebook live นี้ จะมาอธิบายถึงความแตกต่างและการนำไปใช้ของยาทั้งสองเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และถูกอาการค่ะ

ยาธาตุน้ำขาว
ส่วนประกอบสำคัญ
– Phenyl salicylate (Salol): มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อในลำไส้ได้อย่างอ่อนๆจึงสามารถแก้อาการท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรียแบบไม่รุนแรงได้
– Anise oil (น้ำมันเทียนสัตตบุษย์): มีฤทธิ์ขับลมแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
– Menthol : เป็นสารที่ได้จากการสกัด Peppermint oil (น้ำมันเปปเปอร์มิ้นต์) ที่ได้จากพืชสมุนไพร (คล้ายต้นสะระแหน่ประเทศไทย) มีกลิ่นแรง รสเย็นซ่าจึงสามารถใช้แต่งกลิ่นรสให้น่ารับประทานมากขึ้นได้ ทั้งยังมีฤทธิ์ขับลมแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้ออีกด้วย

สรรพคุณ
– ทำลายเชื้อโรคได้อย่างอ่อนๆ จึงสามารถแก้ท้องเสียจากการติดเชื้อไม่รุนแรงได้
– แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และช่วยขับลม
– **แต่ยาธาตุน้ำขาวไม่ได้มีสรรพคุณในการลดกรดแต่อย่างใด**

ข้อมูลเพิ่มเติม
– บางยี่ห้อจะพบว่ามีแอลกฮอล์เป็นส่วนผสม 0.95% W/V ดังนั้นในเด็กและสตรีมีครรภ์จึงควรรับประทานแค่ตามที่ฉลากระบุเท่านั้น หรือเลี่ยงไปรับประทานยี่ห้อที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกฮอล์

ยาลดกรด (Antacid)
ส่วนประกอบสำคัญ

– Aluminium Hydroxide
– Magnesium Hydroxide
ทำหน้าที่ทำปฏิกิริยาสะเทินกับกรดในกระเพาะอาหารเพื่อลดความเป็นกรดในกระเพาะ ซึ่งตัวยาทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นยาลดกรดที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อย ทำให้ออกฤทธิ์แค่เพียงเฉพาะที่กระเพาะอาหารโดยไม่รบกวนสมดุลกรด-ด่างในเลือด โดยสูตรยาลดกรดนี้มักผสมตัวยาสองชนิดเนื่องจากตัวยาอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์เดี่ยวๆทำให้เกิดอาการท้องผูก แต่แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์เดี่ยวๆมีผลทำให้เกิดอาการท้องเสีย ดังนั้นเมื่อใช้เป็นสูตรผสมรับประทานร่วมกันจึงสมดุลพอดีและมีผลต่อระบบขับถ่ายน้อย

สรรพคุณ
– ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร
– มีความปลอดภัยในทั้งหญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร แต่ควรใช้บรรเทาอาการเมื่อมีอาการเท่านั้น
ไม่ควรใช้ติดต่อกันในระยะยาว

ข้อมูลเพิ่มเติม
– หากรับประทานสูตรที่มีส่วนผสมของตัวยา Simethicone ร่วมด้วย ก็จะสามารถช่วยขับลม แก้ท้องเฟ้อได้ แต่อาจไม่ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์จึงต้องประเมินความจำเป็นในการใช้ยาโดยแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยา

Posted in Health Knowledge TH by admin | Tags: ,
RSV ไวรัสตัวร้าย ปล่อยไว้อันตรายถึงแก่ชีวิต
พฤศจิกายน 2, 2020

รู้จักไวรัส RSV
ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝนหรือช่วงปลายฝนต้นหนาว

การติดต่อของ RSV
การติดต่อของเชื้อ RSV นี้สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส ซึ่งหากเด็กได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วง 2 – 4 วันแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อการดำเนินโรคมีมากขึ้นส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบตามมา ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ในบางรายเกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอมาก ๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่ต้องพึงระวัง คือ หากมีอาการไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอจนอาเจียน หายใจเร็วหอบจนชายโครงหรืออกบุ๋ม หายใจออกลำบากหรือหายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) รับประทานอาหารหรือนมได้น้อย ซึมลง ปากซีดเขียว เพราะผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้สูง

ทั้งนี้จากข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แชร์ประสบการณ์เรื่องราวของผู้ปกครองรายหนึ่งที่มีลูกยังเล็กอายุเพียง 5 เดือน แต่ติดเชื้อไวรัส RSV ทำให้เกิดปอดอักเสบ โดยคาดว่าติดเชื้อจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่มาจับหรือหอมแก้มลูกของตนนั้น การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่ป่วยหรือเป็นพาหะได้ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กเล็ก อยากเข้าไปสัมผัสจับมือ หอมแก้ม โดยไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายหรือล้างมือก่อนสัมผัส เมื่อไปจับต้องโดนตัวเด็ก หรือสัมผัสโดนปากหรือจมูก ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน ผู้ใหญ่ควรระมัดระวัง อย่าเผลอแพร่เชื้อให้เด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว

การรักษา RSV
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรง แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการไอและอาการหายใจหอบเหนื่อยได้

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟื้นไข้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวมซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกน้อยได้ เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ

ป้องกัน RSV
การป้องกันการติดเชื้อ RSV ทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรดูแลความสะอาดให้ดี หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อย ๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70 ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายในอากาศที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ปกติแล้วในผู้ใหญ่มักไม่ติดเชื้อโรคนี้ เพราะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอ แต่ผู้ใหญ่มีโอกาสสัมผัสเชื้อนี้ได้ และหากไม่ล้างมือให้สะอาดก็อาจทำให้เด็กเล็กติดเชื้อจากผู้ใหญ่ได้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่ลูกมีอาการป่วย ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ ไม่ไปอยู่ในสถานที่แออัด ควรดูแลทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวและแยกไว้ต่างหากเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าเรียนในเนิร์สเซอร์รีหรือโรงเรียนอนุบาลแล้ว หากมีอาการป่วยควรให้หยุดเรียนจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อได้อีกทางหนึ่ง

Posted in Health Knowledge TH by admin | Tags: , ,